การอบเปียก เป็นวิธีการอบที่คนไทยเรานิยม และมีการแพร่หลายมากในปัจจุบัน

0
1038

การอบตัว มี 2 แบบ คือ
1. การอบแห้ง หรือเรียกทับศัพท์ว่า ” เซาว์น่า ” ซึ่งคล้ายคลึงกับการอยู่ไฟของหญิงหลังคลอดของไทย การอบแห้งเป็นการอบโดยอาศัยความร้อนที่ได้จากถ่านหินบนเตาร้อน ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในต่างประเทศ
2. การอบเปียก เป็นวิธีการอบที่คนไทยเรานิยม และมีการแพร่หลายมากในปัจจุบัน โดยมีการพัฒนามาจากการอบแบบเข้ากระโจมมาเป็นห้องอบไอน้ำสมุนไพรที่ทันสมัย ขึ้น ซึ่งสามารถให้บริการได้คราวละหลาย ๆ คน โดยใช้หม้อต้มสมุนไพรที่มีท่อส่งไอน้ำสมุนไพรเข้าไปภายในห้องอบสมุนไพรที่ใช้ในการอบ ส่วนมากจะขึ้นอยู่กับความสะดวกในการหาในท้องถิ่น การนำเอาสมุนไพรสดเพื่อนำมาใช้ในการอบ ไม่จำกัดชนิดอาจเพิ่มหรือลดชนิดของสมุนไพรตามความต้องการในการใช้ประโยชน์ สมุนไพรที่ใช้ในการอบนั้นไม่จำกัดชนิด อาจเพิ่มหรือลดชนิดของสมุนไพรตามความต้องการใช้การอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร เป็นวิธีการบำบัดอย่างหนึ่งซึ่งเริ่มต้นจากประสบการณ์การนั่งกระโจมของ ผู้หญิงหลังคลอด โดยใช้ผ้าทำเป็นกระโจม หรือนั่งในสุ่มไก่ที่ปิดคลุมไว้มิดชิดโดยมีหม้อต้มสมุนไพรที่เดือดพวยพุงไอ น้ำสมุนไพรออกมาเพื่อให้ผิวหนังได้สัมผัสกับไอน้ำสมุนไพร และยังสามารถสูดดมไอน้ำสมุนไพรได้ด้วย ซึ่งช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้สดชื่นผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
ประโยชน์ โดยยึดหลักสมุนไพรในการอบ 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม คือ เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย เช่น ไพล ขมิ้น ผิวมะกรูด ซึ่ง

ให้ประโยชน์ในการรักษาโรคและอาการต่างๆ คือ อาการคัดจมูก ปวดเมื่อย และเวียนศรีษะ

  1. สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เช่น ใบมะขาม ใบและฝักส้มป่อย ในสมุนไพรกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์เป็น

กรดอ่อนๆ ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก บำรุงผิวพรรณ เพิ่มความต้านทานโรคให้แก่ผิวหนัง

  1. สมุนไพรที่เป็นสารประกอบระเหิดได้ เมื่อผ่านความร้อน มีกลิ่นหอม บำรุงหัวใจ เช่น การบูร

พิมเสน ช่วยรักษาอาการหวัด คัดจมูก

  1. สมุนไพรที่ใช้รักษาเฉพาะโรคและอาการ เช่น สมุนไพรแก้ปวดเมื่อยและบำรุงเส้นเอ็น ได้แก่

เถาวัลย์เปรียง ไพล เถาเอ็นอ่อน ใช้รักษาโรคผิวหนัง เช่น เหงือกปลาหมอ เป็นต้น

สมุนไพรที่ใช้มี 2 ชนิด คือ สมุนไพรแบบสด และแบบแห้ง